ย้อนรอยแฟชั่นจากยุค 1920s-1990s ผ่านงานภาพยนตร์

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ความเป็นมา ซึ่งแฟชั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นทั้งผู้กำหนดที่มีอิทธิพลและได้รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด วันนี้เราเลยขอพาทัวร์ย้อนรอยแฟชั่นจากยุค 1920s ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนถึงยุค 1990s ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความทรงจำผ่านงานภาพยนตร์เหล่านี้กันค่ะ

1920s The Fabulous Flapper

1920s: ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้หญิงได้เริ่มต้นขึ้นในยุคนี้นี่เองค่ะ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านพ้นไป ความรู้สึกตึงเครียด อึดอัด กดดันทั้งหลายของผู้คนที่มีต่อสภาวะสงครามก็ได้ถูกปลดปล่อยด้วยการก้าวออกจากกรอบประเพณีของสังคมที่มีมาอย่างยาวนานและที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงในสังคมยุคใหม่ที่เลือกโยนคอร์เซ็ตรัดเอวคอดกิ่วตึงเปรี๊ยะที่มีประวัติน่าสยองทิ้งไป แล้วหันมาสวมเดรสตัวยาวทรงหลวมให้ได้สูดหายใจเข้าปอดกันแบบสบายๆเป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าช่วงปี 1920’s เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมขนานใหญ่ ทำให้ผู้หญิงที่เคยถูกริดรอนอิรภาพและสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตได้มีโอกาสออกมาลั้ลลาปาร์ตี้กันมากขึ้น

Film:  The Great Gatsby (2013) เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่สามารถเล่าให้เห็นภาพของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ รวมถึงสังคมของผู้คนในยุคโน้นได้เป็นอย่างดี ในหนังเราจะได้เห็นตัวละครนำหญิงในเรื่อง Daisy Buchanan, Jordan Baker, Myrtle Wilson แต่งตัวหรูหราแบบสาวแฟลปเปอร์ สูบบุหรี่ชิลๆ ทาลิปสติกในที่สาธารณะ ตัดผมบ๊อบสั้นเก๋เปรี้ยวดูทะมัดทะแมง รวมถึงปาร์ตี้เต้นรำชาร์ลสตันกันกระหน่ำตลอดทั้งคืนแบบ non-stop! ซึ่งชุดที่เราเห็นทั้งหมดในหนังนั้นเป็นฝีมือสุดปราณีตจากแบรนด์ Prada และ Miu Miu (แบรนด์ลูก) นั่นเองค่ะ

Fashion: เดรสตัวยาวทรงปล่อย ดีเทลลูกปัด, เลื่อม, พู่, ขนนก เครื่องประดับเป็นเพชรหรูหรา พวกแอคเซสเซอรี่แพงๆฟุ่มเฟือยที่สุดอย่างมงกุฎเทียร่าเพชร ผ้าไหมสำหรับคลุมไหล่, พัดขนนก, สร้อยไข่มุกเส้นยาว, กำไลแขนทอง, หมวกทรง cloches, รองเท้าส้นสูง T-strap

Style Icons: Louise Brooks, Joan Crawford, Coco Chanel, Gloria Swanson, Zelda Sayre, Anita Page,  Greta Garbo, Gilda Gray, Claudette Colbert, Loretta Young, Norma Shearer, Anna May Wong, Colleen Moore,  Louise Brooks

 

1930s Hollywood Glamour

1930s: ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักในอเมริกาและยุโรปต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 1929 ทำให้ผู้คนต้องการหลบหนีจากสภาพความเป้นจริงที่เป็นอยู่ไปสู่โลกแห่งจินตนาการ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดแบบมีเสียงจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในยุคนี้ ผู้คนล้วนแต่งตัวเลียนแบบแฟชั่นจากหนังทั้งทรงผม เมคอัพ รองเท้า เครื่องประดับ รวมไปถึงเสื้อผ้า

Film: Atonement (2007) กับแฟชั่นสไตล์ Flapper ผสมเทรนด์ Art Deco ของ Cecilia Tallis นางเอกของเรื่องคือหัวใจสำคัญที่ทำให้คนที่หลงใหลในแฟชั่นหรูหรา สง่างาม เน้นความปราณีตและเฟมินีนจัดตามแบบฉบับสาว Hollywood ในยุค 1930s อินไปกับลุคสวยๆของ Cecilia ได้เป็นอย่างดี

Fashion: การแต่งตัวของผู้หญิงในยุคนี้ยังคงนิยมสวมเดรสทรงหลวมเช่นเดียวกับยุค ’20s ชายกระโปรงยาวเลยเข่า ทรงเอวสูง เข้ารูปสะโพก คอสูง เน้นไหล่กว้าง และรวบผม ซึ่งไอเท็มยอดฮิตก็คือเฟอร์หรุอลัง ลายดอก และ shoulder pads หรือที่เสริมบ่า เพราะความสวยในอุดมคติของผู้หญิงยุคนั้นก็คือหุ่นสูงเพรียว เอวคอด สะโพกเล็ก ทำให้แฟชั่นเสริมบ่า ปกเสื้อหนาๆ เสื้อทรงแขนล้ำ ทรงผีเสื้อ และทรงระบายถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำให้ช่วงเอวและสะโพกของผู้หญิงดูเล็กลง ส่วนลุคแคชชวลในยุคนั้นจะถูกเรียกว่า House Dresses ซึ่งเป็นลุคเบสิคที่สาวๆนิยมสวมเวลาอยู่บ้านหรือไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน โดยจะเป็นเดรสกระโปรงพิมพ์ลายสีสดใสกับอีกแบบหนึ่งคือ Hooverette Dress เดรสกระโปรงดีไซน์ wrap over ที่มาพร้อมแขนระบาย ดีไซน์ผูกเอว ปล่อยชายสะโพกตรง ในส่วนของลุค Evening Gown จะนิยมเป็นเดรสยาวผ้าชีฟอง ผ้าไหม ผ้าแพร (crepe-de-chines) ซาตินที่แมตช์กับเฟอร์ ความยาวชุดยาวเกือบถึงพื้นซึ่งส่วนใหญ่จะมีชายกระโปรงห้อยยาวด้านหลังด้วย ส่วนแขนเสื้อก็จะมีทั้งแบบแขนพอง แขนระบาย คอเสื้อแบบผูก (halter neck) แล้วรวบด้านหลัง และอีก 1 ซิกเนเจอร์ของเดรสในยุคนี้ก็คือเปลือยหลัง (Backless gown) แบบที่ Cecilia Tallis นางเอกของเรื่อง Atonement สวมในฉาก Dinner Party นั่นเองค่ะ

Style Icons: Bette Davis, Marlene Dietrich, Wallis Simpson, Vivien Leigh, Katharine Hepburn, Jean Harlow, Ginger Rogers, Joan Crawford, Carole Lombard, Daisy Fellowes, Mona von Bismarck, Barbara Hutton

 

1940s Utility Clothing

1940s: ช่วงเวลาที่ถึงแม้แฟชั่นโดยรวมจะดูน่าหดหู่ใจไม่ใช่น้อยเพราะอิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฝืดเคืองเข้าขั้น แฟชั่นในยุคนี้จึงเน้นความสะดวกในการใช้งานเพราะผู้หญิงจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น

Film: เชื่อว่าคอหนังและนิยายรักแนวโรแมนติคต้องเคยดู The Notebook (2004) หนังรักในดวงใจของใครหลายๆคนจากบทประพันธ์ของเจ้าพ่อดราม่า Nicholas Sparks กันมาบ้างแล้วล่ะ ครั้งนี้เราจะขอโนดราม่าแต่โฟกัสไปที่แฟชั่นของ Allie Hamilton นางเอกของเรื่องแทนค่ะ ในหนังลุคที่เราเห็น Allie ใส่บ่อยๆจะเป็นเดรสสั้นทรงเอเหนือเข่าแบบเน้นเอวคอดกิ่วและมี shoulder pads หนุนบ่าให้ดูกว้างขึ้น และเมคอัพที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอก็คือลิปสติกสีแดงสดซึ่งถือเป็นที่นิยมของสาวๆในยุคนั้นสุดๆเนื่องจากเชื่อว่าสีแดงเป็นสีแห่งพลังและความสุขที่จะช่วยให้พวกเธอผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในสงครามไปได้

Fashion: ผลพวงจากสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เองที่ส่งผลให้ดีไซน์ดีไซน์เสื้อผ้าในยุคนี้มีรูปทรงที่แข็งขึ้นออกแนวมาสคิวลีนไปเลยเพราะระหว่างที่ผู้ชายถูกเกณฑ์ออกไปรบ ผู้หญิงก้จำเป็นต้องละทิ้งสถานะแม่บ้านและภรรยาแล้วออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้นแฟชั่นในยุคนี้จึงเน้นดีไซน์ไหล่กว้าง เอวสูง กระโปรงทรงเอยาวถึงเข่า (เริ่มหดสั้นขึ้นมาแล้วค่ะ) เอวคอด กระโปรงทรงบาน กระโปรงทรงหลวมยาวครึ่งแข้ง เสื้อทรงคอเหลี่ยม คอหยัก คอเว้าทรง sweetheart และ shoulder pads ที่หนุนไหล่ แขนจะเป็นทรงพอง เริ่มมีเสื้อสูทและกระโปรงเข้าชุด กางเกงเอวสูงขากว้าง เอี๊ยมยีนส์ ผ้าโพกหัวแบนดาน่า รองเท้าโลฟเฟอร์ และบิกินี่! ปี 1946 เป็นปีแรกที่บิกินี่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการนะคะ ท่ามกลางสงครามวงการแฟชั่นก็ยังมีความแซ่บไปอี๊กก อีกหนึ่งแฟชั่นที่น่าสนใจและถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1947 ก็คือแฟชั่นที่เรียกกันว่า The New Look นั่นเองค่ะ โดยดีไซเนอร์ชื่อดัง Christian Dior ได้นำเสนอนิวลุคสู่วงการแฟชั่น ด้วยกระโปรงทรงบานยาวฟูฟ่อง รัดเอวคอดกิ่ว หมวกปีกกว้าง เป็นลุคที่เหมือนย้อนกลับไปสู่ช่วงเกิดสงครามหรือที่เรียกว่า Antebellum Look ซึ่งรูปทรงแบบใหม่นี่เองที่ทำให้หุ่นทรงนาฬิกาทรายซึ่งเคยเป็นหุ่นในอุดมคติเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

Style Icons: Veronica Lake, Lauren Bacall, Rita Hayworth, Ava Gardner

 

1950s Shape & Sheen

1950s: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจก็บูมขึ้นแต่ก็ยังเป็นยุคแห่ง ‘สงครามเย็น’ ที่เกิดการแย่งชิงขั้วอำนาจระหว่างประเทศประชาธิปไตยและเผด็จการ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคที่แฟชั่นเกิดความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน

Film: สำหรับใครที่ชอบประวัติศาสตร์จากหนังแฟชั่นเราขอแนะนำให้หาหนังเรื่อง The Dressmaker (2015) ที่ Kate Winslet แสดงนำมาดูด่วน! ในเรื่อง Kate รับบทเป็น Myrtle “Tilly” Dunnage สาวน้อยที่ถูกชาวบ้านใส่ร้ายว่าเป็นฆาตรกรตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จนถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านชนบทเล็กๆในดันกาทาร์ เวลาผ่านไปเนิ่นนานจะกระทั่ง Tilly ได้เดินทางหวนกลับมายังบ้านเกิดของเธออีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เธอมาในลุคของหญิงสาวสวยแกร่งผู้เดินทางกลับมาทวงแค้นผู้คนที่เคยทำร้ายเธออย่างเจ็บแสบด้วยวิชาช่างตัดเสื้อระดับโอกูตูร์! ตามไปดูกันต่อในหนังได้เลยว่าการล้างแค้นด้วยแฟชั่นจะมันส์ขนาดไหน

Fashion: แฟชั่นในยุคนี้ที่เด่นๆจะเป็นเดรสที่มีทั้งแบบเน้นเอวคอดกิ่วสไตล์นิวลุคของ Dior กับ Sack Dress ซึ่งเป็นชุดติดกันทรงตรงๆแบบไม่มีเอวไปเลย ด้วยความที่ผู้คนในยุคนี้รู้สึกมีอิสระเสรีมากกว่าที่เคยเนื่องจากผ่านพ้นยุคสงครามมาแล้วจึงเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากยึดติดกับยูนิฟอร์มหรือแบบแผนการแต่งตัวอะไรมากมายเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว แต่อีกฟากหนึ่งของวงการแฟชั่นซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับNew Look ก็คือแฟชั่น Slim Suits ของดีไซเนอร์หัวขบถอย่าง Coco Chanel ที่มาในผ้าขนแกะและผ้าทวีดซิกเนเจอร์ พ่วงด้วยแจ็คเก็ตทรงเหลี่ยมไม่มีปก กระโปรงทรงตรงสวมสบายที่แมตช์เข้าคู่กันกับจิวเวลรี่และกระเป๋าทรง Quilted  เป็นลุคที่แสนจะตรงข้ามกับของ Dior อย่างสิ้นเชิง

Style Icons: Marilyn Monroe, Queen Elizabeth II, Grace Kelly, Alfred Hitchcock และ Edith Head, Brigitte Bardot, Cristobal Balenciaga, Sophia Loren, Audrey Hepburn, Fiona Campbell

 

1960s Return to Youth

1960s: ช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ก็คือยุค 1960s นี่แหละค่ะ เนื่องจากความตึงเครียดที่เกิดจากสงครามเย็นและสงครามเวียดนามทำให้เกิดมูฟเมนท์ต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนาม เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี John F. Keneddy การเรียกร้องสิทธิในการพูดและแสดงความคิดเห็นหรือที่เรียกกันว่า Civil rights การแข่งขันทางอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย (ใครชอบพาร์ทนี้เป็นพิเศษเราแนะนำหนังเรื่อง Hidden Figures เลยค่ะ) ในการส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ รวมไปถึงดนตรีและแฟชั่นที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานี้และมีอิทธิพลต่อคนในยุคต่อๆมาอย่างยาวนานทั้ง The Beatles, The Rolling Stones, Led Zeppelin, The Beach Boys, Bob Dylan, Pink Floyd ที่เราต้องเคยได้ยินชื่อผ่านหูผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อย

Film: หนังแนวสายลับรีเมคเรื่อง The Man from U.N.C.L.E. (2015) เป็นหนังที่เราว่าโชว์ภาพรวมของสังคมและแฟชั่นในยุคนี้ได้ดีเลยทีเดียว แฟชั่นของ Alicia Vickander ผู้รับบทเป็น Gaby นางนกต่อในแต่ละซีนที่ปรากฎตัวนั้นคือตัวแทนผู้หญิงในอุดมคติในยุค 1960s ที่เน้นหุ่นบางๆแบบเด็กผู้ชาย สวมชุดมินิเดรสสั้นกุดสีสันสดใสสไตล์ Mod ได้แบบเพอร์เฟ็คสุดๆ 

Fashion: ช่วงเวลาแห่งเปลี่ยนผ่านแฟชั่นที่น่าจดจำในยุคซิกส์ตีส์นั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 60’s แล้วค่ะ โดยก่อนหน้านี้ไอดอลแห่งยุคเลยจะเป็น Jackie Kennedy สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของอเมริกาที่มาพร้อมสไตล์การแต่งตัวแบบเรียบหรูแต่ยังคงไว้ซึ่งความเก๋ ซึ่งไอเท็มที่น่าจดจำก็จะมีทั้งเดรสไม่มีปก แจ็คเก็ตติดกระดุมเม็ดใหญ่ด้านหน้า รองเท้าส้นเตี้ย สวมหมวกทรง pill box แต่หลังจากที่ประธานาธิบดี John F. Keneddy ถูกลอบสังหาร Jackie O. ก็หายหน้าไปจากสื่อ ทำให้ตำแหน่งสไตล์ไอคอนคนต่อมากลายเป็น Brigitte Bardot นักแสดงชาวฝรั่งเศส เธอเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่และขั้วตรงข้ามกับแจ็คกี้อย่างสิ้นเชิง สไตล์ของเธอออกแนวไร้รสนิยม (คนยุคโน้นเขาว่ามาแบบนี้) ไม่แพง กล้าเล่นกล้าลองอะไรใหม่ๆ และบ้าดีเลยทีเดียว คนต่อมาคือ Mary Quant หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ Twiggy นางแบบสาวที่มาในลุคเดรสสั้นกุดสีสันลายพิมพ์แสบตา ต้นกำเนิดสไตล์ Mod ที่ทำให้แฟชั่นน่าเบื่อๆดูสนุกขึ้น เด็กขึ้น และกบฎมากขึ้นจากไอเดีย return to youth นี่เองที่ทำให้เกิดแฟชั่นคอปกหนา โบว์ และเส้นสายรูปทรงที่ทำให้ผู้หญิงดูตัวเล็กลง เดรสทรงตรงกลายเป็นซิกเนเจอร์ของสาวๆสมัยนั้นไปเลย ในส่วนของแอคเซสเซอรี่นั้นนนก็จะเป็น Kitten Heels หรือรองเท้าที่มีความสูงของส้นประมาณ 1-2 นิ้ว Mary Jane strap shoes รองเท้าส้นแบนทรงหัวแหลม คาดสายด้านหน้า 1 เส้น / Shift Dress มินิเดรสสั้นเฟร่อแบบแคชชวลสำหรับใส่อยู่บ้านหรือไปเที่ยวชายหาด  Jumper Dress เดรสคิวท์ๆดีไซน์สนุกที่ช่วยกระชากวัยสาวๆได้เป็นอย่างดีกับดีเทลโบว์ใหญ่ คอปกใหญ่ โทนสีพาสเทล ลายจุด polka dots นำเทรนด์เด็กสาวอินโนเซนส์โดยดีไซนเนอร์ Mary Quant ซึ่งกระโปรงสั้นที่เธอดีไซน์ก็กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของ Twiggy นางแบบชื่อดังผู้เป็นสไตล์ไอคอนช่วงปลายยุค 60’s ผู้บุกเบิกกระโปรงสั้นเหนือเข่าให้สาวๆได้โชว์เรียวขากันทั่วบ้านทั่วเมือง

สีสันและลายพิมพ์ในปลายยุค 60’s เป็นสไตล์ Pop Art ที่มีทั้งลายตาราง ลายทาง ลายจุด gingham คัลเลอร์บล็อก มีแม้กระทั่งลายกระป๋องซุป Campbell! สีโทนพาสเทลหวานสไตล์ Girly ซึ่งอีกโทนหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้ก็คือ earth tone อย่างเขียวตะไคร่น้ำ น้ำตาล เหลืองมัสตาร์ด สีส้มอิฐ กลุ่มโทนสีที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม Hippie อันจะมีบทบาทต่อไปในยุค 70’s นั่นเองค่ะ

Style Icons: Jackie Kennedy / Twiggie / Mary Quant / Brigitte Bardot

 

1970s Hippie Chic

1970s: ช่วงปี 70s-80s เป็นยุคของเหล่าฮิปปี้ที่เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการแสดงออกซึ่งเสรีภาพต่อเนื่องมาจากยุค 60s เลย ไม่ว่าจะเป็นการออกมารวมตัวกันเพื่อร่วมต่อต้านสงครามเวียดนามจนนำไปสู่การถอนทัพสหรัฐอเมริกาออกจากเวียดนามได้ในที่สุด การเริ่มต้นของยุคเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงระบอบทุนนิยมที่กระตุ้นให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

Film: Almost Famous (2000) เรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุค 1970’s ซึ่งเป็นยุคที่วงการเพลงร็อคเริ่มซบเซา Penny Lane กรุ๊ปปี้สาวผู้หลงใหลและบูชาวงดนตรีในดวงใจของเธอชนิดที่ว่าพวกเขาไปเล่นดนตรีที่ไหนเธอก็ขอตามไปด้วยทุกที่มาพร้อมกับแฟชั่นเซเวนทีส์จ๋าทั้งยีนส์ขาบาน ผ้าพิมพ์ลายลูกน้ำ เสื้อครอป ผ้าโพกหัว หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดสีสัน เรียกได้ว่าแฟชั่น hippie-chic ของ Penny และสาวๆกรุ๊ปปี้ในเรื่องถือเป็น style guide ให้สาวๆที่หลงรักแฟชั่นโบฮีเมียนแต่งตามกันสนุกเลยทีเดียว

Fashion: เดินทางมาสู่ยุคฮิปปี้ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่เสื้อผ้าสีสันสดใส ลายดอก เดรสมีทั้งแแบบสั้นและยาวกรอมเท้า แอคเซสเวอรี่เด่นๆในยุคนี้คือเข็มขัดกับพวก tennis headbands ค่ะ บรรดาหมวก จิวเวลรี่ทั้งหลายดูจะไม่ค่อยมีบทบาทในยุคนี้เท่าไหร่ Palazzo Pants (กางเกงกระโปรงขาบาน) กางเกงขาบาน กางเกงขากระดิ่ง เดรสไหมพรม เดรสพิพม์ลายชนเผ่าสไตล์ ethnic flair แพทเทิร์นและลวดลายแบบอินเดียนแดงหรือ native american แพทเทิร์นแบบ Asian ที่ฮิตสุดๆในช่วงกลางยุค 70’s – ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้หญิงนิยมสวมกางเกงมากกว่าเดรส ในแวดวงการทำงาน ผู้หญิงทำงานจะสวมแพนท์สูทในขณะที่ลุคแคชชวลจะเป็นยีนส์ที่เริ่มฮิตจากยุคนี้เอง! ไม่ว่าจะเป็นเอวสูง ขาบาน ขากระดิ่ง ประดับหมุด กระโปรง เสื้อเชิ้ต แจ็คเก็ต หมวก แม้กระทั่งแอคเซสเซอรี่ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ผ้ายีนส์ทั้งสิ้น (ฟีเว่อร์มากจริงๆ) ส่วนทรงผมของทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะเน้นปล่อยยาวแบบ natural look ไปเลย

Style Icons: Joni Mitchell, Farrah Fawcett, Cher, Marie Osmond, Elton John, Debbie Harry, Vivienne Westwood, Bianca Jagger, Diane Von Furstenberg, David Bowie, ABBA, Elton John

 

1980s Pop Culture

1980s: More is more คือคอนเซ็ปต์ที่ใช้อธิบายทุกสิ่งในยุคนี้ได้ดีที่สุด! ยุคนี้เป็นยุคที่สงครามต่างๆได้สิ้นสุดลงไปแล้วจึงเกิดกระแส Baby Bloomer แบบเรามาเพิ่มประชากรให้โลกใบนี้กันเถอะ! การศึกษาก็ต้องถึงระดับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ลูกหลานได้งานดีๆทำ ถ้ายุคที่แล้วมีคำเรียกประจำยุคคือ hippie ยุคนี้ก็จะเป็นคำว่า yuppie ซึ่งใช้เรียกแทนกลุ่มวัตถุนิยมหัวสูงที่มีไลฟ์สไตล์หรูและบ้าข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆนั่นเอง

Film: Sing Street (2016) ผลงานกำกับของ John Carney จาก Once และ Begin Again ที่เราชอบสไตล์เค้ามากก โดยสตอรี่ของเรื่องจะเกิดขึ้นในช่วงยุค 80s ที่ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อ Conor ตกหลุมรัก Raphina รุ่นพี่สาวสวยผู้มีความฝันอยากเป็นซูเปอร์โมเดล นางจึงฟอร์มวงดนตรีขึ้นมาแบบงงๆแล้วชวน Raphina มาเป็นนางเอกมิวสิควิดีโอ! นอกจากจะได้ฟังงานเพลงฮิตๆที่เป็นเอกลักษณ์ในยุค 80s แล้วเรายังจะได้เห็นแฟชั่นที่มีความผันผวนอย่างรวดเร็วของผู้คนในยุคนั้นอีกด้วย

Fashion: ยุคที่แฟชั่นมีความบ้าคลั่งที่สุดเรายกให้ยุคนี้เลย! ไอเท็มยอดฮิตของผู้คนในยุค 1980s ก็จะมีตั้งแต่เบลเซอร์แบบโอเวอร์ไซส์ Fanny Packs หรือกระเป๋าคาดเอว เสื้อยืดสกรีนคำเท่ๆ แหวนแบบ Four-Finger Rings ซึ่งได้มาจากวัฒนธรรมในช่วงยุคทองของฮิปฮอป ต่างหูใหญ่บิ๊กบึ้มแบบใครเห็นก็ต้องเหลียว! แฟชั่นโทนสีนีออนแสบตา ที่หนุนบ่า Shoulder Pads ที่วนกลับมาฮิตอีกแล้วแถมมีบทบาทมากกว่าเดิมอีกด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นกว่าเดิมจนเสริมให้โททัลลุคดูมีพาวเวอร์มากขึ้น ผ้า Spandex ผ้ามันเงานี่ฮิตเว่อร์ๆตั้งแต่กางเกงยันเลกกิ้งเหยียบเบรคแถมใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอีกด้วย เสื้อเชิ้ตผ้าไหมพิพม์ลาย เสื้อสเวตเตอร์ที่นิยมเอามาผูรอบคอสไตล์ preppy กระโปรงบานแถมสั้นสุดใจ ไอเท็มที่ทำเอาพ่อแม่ต้องหวงลูกสาวเพิ่มอีก 10 เท่า  Parachute Pants กางเกงทรงหลวมตัวโคร่งจั๊มขา Dancewear ชุดผ้ายืดรัดรูปแบบที่เราเห็นในวิดีโอแอโรบิคนั่นแหละ ยีนส์ขาดๆแมตช์คู่กับแจ๊คเก็ตออกแนว Grunge Look เสื้อผ้าพิมพ์ลายสัตว์ที่ยกขบวนพาเหรดมาทั้งหลายหนังงู ม้าลาย เสือดาว พิมพ์ลงบนกางเกง แจ็คเก็ต และในทุกๆอย่าง แว่นตา Ray-Bans ซึ่งฮิตที่สุดในยุคนี้ก็ต้องยกให้ทรง Wayfarers ไปเลย แจ็คเก็ตยีนส์ฟอกสีให้ดูเซอร์ๆเก่าๆให้ฟีลคนเท่แห่งยุค จะหยิบไปโมดิฟายให้ดูเจ๋งกว่าเดิมด้วยการติดเข็มกลัด ปะตัวรีด หรือติดนู่นนี่ก็ได้หมด รองเท้า Penny Loafers ไอเท็มสำหรับวีคเอนด์ที่ใส่แล้วดูคูลสุด Leggings สีแปร๋น (โคตรเกลียดเลยอันนี้ 555555) แพนท์สูทสีพาสเทล ถุงมือ ที่คาดผม เดรสลูกไม้  Puffy Shirts ที่อินสไปร์มาจากลุคของนักร้องดังอย่าง Prince นาฬิกา Swatch และที่ฮาสุดคือคัลเจอร์การถือวิทยุเครื่องใหญ่ๆแบบ Raio Raheem! ในส่วนของเมคอัพและทรงผมนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะจัดเต็มเว่อร์วังกว่ายุคอื่นเกินเบอร์มากกก โดยเมคอัพจะเน้นอายชาโดว์สีสดหรือไม่ก็เพนท์หน้าแบบ David Bowie ไปเลยงี้ ส่วนทรงผมจะมีทรงฮิตที่เรียกว่า Scrunchies ซึ่งเป็นทรงยกและยีผมให้สูงเป็นหางม้าโดยการเกล้าผมขึ้นด้วยหนังยาง ทรง perm ทรงยีผมฟูฟ่องที่ทำเอาสเปรย์หมดไปหลายกระป๋อง และ Side Ponytails ทรงผมแบบผูกหางม้าสูงๆด้านข้างหัว

Style Icons: Joan Jett, Brooke Shields, Debbie Harry, Diana Ross, Pat Cleverland, Madonna, Michael Jackson,  Mandy Smith, Cindy Crawford, Princess Diana, Prince, Jane Fonda

 

1990s Alt Culture

1990s: ยุคที่ผู้คนเกิดความรู้สึก nostalgia หรือหวนคิดถึงอดีตกันมากที่สุดคือยุค 90s นี่เองค่ะ ต้นกำเนิดของวัฒนธรรมหนัง Blockbuster อิทธิพลของวงการเพลงโดยเฉพาะแนวเพลง Grunge และ Hip-Hop ที่ส่งผลต่อแฟชั่นในยุคนั้นแบบสุดๆ ยุคแห่งบริโภคนิยม ข้าวของฟุ่มเฟือยและราคาแพงทะลุเพดาน เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ (รุ่นกระดูกหมานั่นแหละ) และบ้านคือสิ่งที่ผู้คนต้องหามาจับจองเป็นเจ้าของกันให้ได้ การเคลื่อนไหวทางสังคมเรื่องความหลากหลายทางเพศเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นในช่วงนี้เอง

Film: Clueless (1995) หนังรักวัยรุ่นแนวโรแมนติค-คอเมดี้ในตำนานที่รวบรวมแฟชั่นเด็ดๆจากยุค 90s เอาไว้เพียบ Cher Horowitz สาววัย 16 ปี

Fashion: มาถึงยุคที่ทำให้หลายๆคนอยากกลับไปเผารูปตัวเองทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานทางด้านแฟชั่นกันแล้วค่ะ! ยุค 90s นั้นไอเท็มที่ฮิตสุดๆได้แก่เสื้อยืดตัวใหญ่ๆกับกางเกงขาสั้นแบบยาวผิดปกติซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมฮิปฮอป หมวกเบสบอล สเวตเตอร์คอเต่า และที่สำคัญคือเทรนด์ Grunge ก็มาระเบิดความฮิตในยุคนี้ล่ะ ไอเท็มยีนส์ขาดๆ ถุงเท้า long john แถมยังมีดนตรีฮิปฮอปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ทำให้เราได้เห็น urban style ในแทบทุกพื้นที่ ไปจนถึงช่วงกลางยุค 90’s สไตล์ Military ก็กลายมาเป็นกระแสหลัก Camouflage pants หรือกางเกงทรงทหาร กับแอคเซสเซอรี่แบบแมชชีนนี่ฮิตสุดๆ ช่วงปลายยุค 90’s rave culture หรือการเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมผู้เสพดนตรีก็เริ่มกลับมามองหาไอเท็มหรูแกลมขึ้นมาอีกครั้งทำให้สไตล์กรันจ์ในช่วงต้นยุคค่อยๆเฟดหายไป ลุคหรูดูแพงที่คัมแบ็คทำให้เหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังเริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกรอบในช่วงนี้ สไตล์เซ็กซี่กำลังมา เสื้อผ้าเริ่มกลับมารัดรูป MTV เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ถ้าอยากอยู่ในเทรนด์ เลคกิ้งแมตช์กับสเวตเตอร์โอเวอร์ไซส์คือที่สุดของความเก๋ เสื้อเชิ้ตลายสก็อตสไตล์ไร่อ้อยนี่บอกเลยว่าคูลมากถึงมากที่สุดรวมไปถึงยีนส์ด้วย ในส่วนของทรงผมก็จะฮิตทรงผมฟาร์ร่าและต่อมาก็มีทรงเรเชลจากซีรีส์เรื่อง Friends นี่แหละที่ดังสุดๆจนผู้หญิงทุกคนแห่เข้าร้านตัดผมตาม เจนนิเฟอร์ อนิสตัน กันเป็นแถวๆ ไม่เชื่อลองไปถามแม่หรือพี่สาวเราได้เลยว่าจริงมั้ย

Style Icons: The Supers, Cindy Crawford, Naomi Campbell, Christy Turlington, Linda Evangelista, Winona Ryder,  Kate Moss, Drew Barrynore, Gwen Stefani, Courtney Love, Liv Tyler, Neve Campbell

 

 

 

admin