8 สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับตามล่าแสงเหนือ

‘แสงเหนือ’ คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสชื่นชม กว่า 1,000 ปีมาแล้วที่แสงออโรร่าสีเขียวสว่างที่ปรากฎบนท้องฟ้านี้ได้ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ออกเดินทางเพียงเพื่อจะได้ชื่นชมมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าบวกกับการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น การตามล่าหาแสงเหนือจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

แสงเหนือคืออะไร?

‘แสงเหนือ’ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ‘แสงออโรร่า หรือ Aurora Borealis’ เกิดจากการชนกันระหว่างก๊าซในชั้นบรรยากาศของโลกกับอนุภาคไฟฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงเกิดการระเบิดเป็นลำแสงสีต่างๆกันออกไป โดยจะปรากฎอยู่บนท้องฟ้าเพียงไม่กี่นาทีหรืออาจตลอดทั้งวันแล้วแต่ช่วงเวลา

ข้อเท็จจริงหนึ่งเกี่ยวกับแสงเหนือก็คือเราสามารถมองเห็นได้ทั้งจากซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ในซีกโลกเหนือนั้นมันจะถูกเรียกว่า ‘แสงขั้วโลกเหนือ หรือแสงเหนือ’ ส่วนในซีกโลกใต้จะเรียกกันว่า ‘แสงใต้ หรือ Aurora Australia’ ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติเดียวกันแค่มีชื่อเรียกตามพื้นที่ที่มองเห็นแตกต่างกันเท่านั้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตามล่าแสงเหนือ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตามล่าแสงเหนือคือช่วงฤดูหนาว คืนเดือนมืด และท้องฟ้าปลอดโปร่ง บางพื้นที่ของโลกนั้นสามารถมองเห็นแสงเหนือ-แสงใต้ได้ตลอดทั้งปี แต่โอกาสที่ดีที่สุดก็คือช่วงฤดูหนาวที่กลางคืนจะยาวนานกว่า มืดกว่า และฟ้าโปร่งกว่านั่นเอง

ทริคดีๆในการสังเกตแสงเหนือ

1. หลีกเลี่ยงแสงไฟในตัวเมือง: มลพิษทางแสงนั้นส่งผลกระทบต่อการมองเห็นดวงดาวและแสงเหนือ หากเป็นไปได้ควรเดินทางออกห่างจากตัวเมืองแล้วหาจุดเหมาะสมที่ท้องฟ้ามีความปลอดโปร่งมากกว่า

2. ใช้แอพพลิเคชั่นที่ดีในการเช็คค่าแสงเหนือ: แสงเหนือแต่ละเขตจะมีสัญญาณเตือนตามช่วงเวลาที่จะปรากฎ ลองเช็คดูกันได้ที่ช่องทางนี้เลย Aurora Alerts

3. ไปให้ถูกเวลา: ส่วนใหญ่เรามักจะพบแสงเหนือในช่วงฤดูหนาวอยู่แล้วเนื่องจากในฤดูหนาวนั้น เวลากลางคืนจะยาวนานกว่าช่วงกลางวัน แต่ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นเช่นกัน

4. การถ่ายภาพแสงเหนือ: เช็ควิธีการในการถ่ายภาพแสงเหนือให้สวยงามและชัดเจนได้ที่ลิงก์นี้เลย

แล้วเราจะพบแสงเหนือได้ที่ไหนบ้าง?

แสงเหนือ สามารถพบได้ที่ Aurora Zone ในฝั่งซีกโลกเหนือ โดย Aurora Zone จะเป็นพื้นที่ 2,000-3,000 กิโลเมตรวัดจากขั้วแม่เหล็ก หรือละติจูดที่ 66 ถึง 69 องศาเหนือ ยิ่งคุณอยู่ใกล้พื้นที่บริเวณนี้มากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีโอกาสมองเห็นแสงเหนือได้มากขึ้นเท่านั้น

ใครที่อ่านแล้วแบบชาตินี้ต้องตามไปเห็นเจ้าแสงเหนือนี้ด้วย 2 ตาของเราให้ได้ ตามเราไปดู 8 สถานที่ที่ดีที่สุดในการดูแสงเหนือจากทั่วทุกมุมโลกกันได้เลย!

8 สถานที่ที่ดีที่สุดในการตามล่าแสงเหนือ

1. Alaska, USA

อลาสก้า (Alaska) คือ 1 ในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการดูแสงเหนือ เพราะอากาศที่หนาวเย็น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และช่วงเวลากลางคืนอันแสนยาวนาน ทำให้อลาสก้าเป็นตัวเลือกที่เหมาะมากๆกับการตามล่าแสงเหนือ แต่อย่าพึ่งตัดที่นี่ออกเพียงเพราะกลัวว่ามันจะหนาวเกินไปจนทนไม่ไหว เพราะที่อลาสก้าเนี่ยเราสามารถนั่งชิลดูแสงเหนือได้จากบ่อน้ำพุร้อนเลยเชียวนะ! แถมด้วยปริมาณสัตว์ป่าที่มีจำนวนมาก (เช่น หมีกริซลี่ กวางมูส เหยี่ยว และอื่นๆอีกมากมาย) บวกกับวิวภูเขาสวยงามมากมาย ทำให้อลาสก้าเป็นสถานที่สำหรับดูแสงเหนือที่ยูนีคสุดๆไปเลย

Where: ทุกสถานที่ที่อยู่ใกล้ๆกับอลาสก้านั้นสามารถดูแสงเหนือได้ทั้งหมด โดยเมือง Fairbanks ที่ตั้งอยู่ในรัศมีรูปไข่ของแสงออโรร่าก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ดีและสะดวกสำหรับการเดินทาง

When: ช่วงเดือนฤดูหนาวนี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้วเนื่องจากเวลากลางคืนที่ยาวนาน แต่โอกาสที่จะเห็นแสงเหนือตลอดทั้งปีก็มีสูงพอสมควร

How: เราสามารถตั้งแคมป์หรือเช่ารถบ้านเพื่อออกตามล่าแสงเหนือกันได้ที่นี่ หรือใครไม่สะดวกจะเลือกเช่ากระท่อมหรือแม้แต่เทคทัวร์สำหรับดูแสงเหนือโดยเฉพาะจากบนเครื่องบินก็ทำได้เหมือนกัน!

2. Northern Canada

ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดาเป็นสถานที่สำหรับนักเดินทางผู้มองหาความงามบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ยังคงอยู่ห่างไกลจากเงื้อมมือของมนุษย์ หลายๆพื้นที่ในทางตอนเหนือของแคนาดานั้นเกิดปรากฎการณ์แสงเหนือเป็นปกติ โดยเขตพื้นที่ทางตอนเหนือสุดและยูคอน (Yukon ดินแดนทางตะวันตกสุดของแคนาดา) นั้นถือเป็นจุดหนึ่งที่ดีที่สุดในการดูแสงเหนือ

Where: สถานที่ที่ดีที่สุดในการดูแสงเหนือในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดาหลักๆเลยก็คือ Yukon อาณาเขตทางตอนเหนือสุด และนูนาวุต (Nunavut ดินแดนที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาโดยพื้นที่ส่วนมากจะอยู่ในพื้นที่หมู่เกาะอาร์กติก) ซึ่งเหมาะสุดๆสำหรับคนที่เบื่อกับความวุ่นวายของทัวร์แสงเหนือ ที่นี่แหละคนน้อยแน่นอน

When: ปลายเดือนสิงหาคม-กลางเดือนเมษายน

How: เราสามารถตั้งแคมป์เอง เช่ารถบ้าน (campervan) หรือเช่ากระท่อมสักหลังเพื่อดูแสงเหนือได้ที่นี่ ในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Yellowknife เราก็สามารถซื้อทัวร์แสงเหนือที่มีตั้งแต่ 1 วัน ไปจนถึง 5 วัน พร้อมสตาฟคอยดูแลเรื่องค่าแสงเหนือในแต่ละวัน แถมถ่ายรูปให้เราอีกด้วย! ส่วนใน Yukon จะมีทัวร์แบบ 1 วัน และแบบ 4 วัน หากใครเดินทางมาจากรัฐบริติชโคลัมเบียก็สามารถซื้อทัวร์จากเมืองแวนคูเวอร์มาได้เลย

3. Iceland

วิวภูเขาไฟ บ่อน้ำพุร้อน และน้ำตกสวยอลังการของประเทศไอซ์แลนด์ คือเสน่ห์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและบรรดาช่างภาพสาย landscape ให้มาตามล่าแสงเหนือกันที่นี่เป็นจำนวนมาก โดยเราสามารถนั่งแช่บ่อน้ำพุร้อนเพื่อดูแสงเหนือแบบชิลๆ หรือเช่ารถบ้านแล้วขับออกไปตระเวนหาแสงเหนือตามพื้นที่ต่างๆเองได้เลย

Where: ทุกๆพื้นที่ในไอซ์แลนด์เลย! ไม่ว่าจะเป็นที่ Seltjarnarnes ในเมือง Reykjavik หรือเมือง Vik, Látrabjarg, Westfjords, Eldborgahraun, Djúpavík เป็นต้น

When: ต้นเดือนกันยายน-สิ้นเดือนเมษายน

How: การกางเต๊นท์กับเช่ารถบ้านคือตัวเลือกที่เจ๋งที่สุดในการออกตามาล่าแสงเหนือในไอซ์แลนด์ หรืออีกทางเลือกหนึ่งการมากับกรุ๊ปทัวร์ก็เป็นที่นิยมกันมากเช่นกัน นอกจากนี้ไอซ์แลนด์ยังมีโรงแรมหรือกระท่อมเจ๋งๆที่สามารถมองเห็นแสงเหนือจากที่พักได้เลยอีกด้วยนะ บางทีเราอาจได้มีโอกาสเห็นแสงเหนือจากบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังอย่าง Blue Lagoon ในตัวเมือง Reykjavik เองเลยก็มี ทัวร์แสงเหนือในไอซ์แลนด์ก็มีให้เลือกมากมายทั้งทัวร์แบบล่องเรือไปจนถึงทัวร์แบบใช้รถจี๊บเพื่อความสะดวกในการออกตามล่าแสงเหนือ รวมถึงการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ถ้ำน้ำแข็งหรือธารน้ำแข็งอีกด้วย

4. Norway

ด้วยแสงเหนือสีสดสว่างที่ส่องเหนือหมู่บ้านชาวประมง บริเวณฟยอร์ด และพื้นที่ธรรมชาติอันแสนกว้างใหญ่ของประเทศนอร์เวย์ทำให้แสงเหนือที่นี่เป็นมากกว่าจุดชมแสงเหนือทั่วๆไป แต่เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราสามารถเดินทางไปชมได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย นอร์เวย์เป็นอีกที่หนึ่งที่เราสามารถเดินทางไปรอบๆเพื่อตามล่าแสงเหนือได้ง่ายและมีจุดชมแสงเหนือกระจายตัวอยู่มากมายอีกด้วย

Where: มีพื้นที่มากมายที่เราสามารถชมแสงเหนือได้ แต่สถานที่ที่ดีที่สุดก็คือเกาะโลโฟเทนอันเลื่องชื่อ (The Lofoten Islands) และเมือง Svalbard, Tromso, Harstad, Bodo, Alta, Andoya และ Lakselv เป็นต้น

When: ตุลาคม-มีนาคม

How: วิธีการล่าแสงเหนือในนอร์เวย์ก็มีออปชั่นให้เลือกมากมายเช่นเดียวกับประเทศแื่นๆนั่นก็คือการพักในกระท่อมที่สามารถชมวิวแสงเหนือจากตรงที่พักได้เลย หรือจะออกไปตามล่าแสงเหนือด้วยการกางเต๊นท์ เช่ารถบ้านขับ หรือจะซื้อทัวร์ชมแสงเหนือ 7 วัน แบบ unlimited pass เพื่อเพิ่มโอกาสในการเห็นแสงเหนือให้มากขึ้นไปอีกก็ได้ นอกจากนี้ยังมีทัวร์อีกมากมายหลายแบบให้เราเลือกเที่ยว เช่น ทัวร์แบบนั่งกวางเรนเดียร์ลากเลื่อน ชมวาฬ ล่องเรือสำราญตอนกลางคืน และเที่ยวบินส่วนตัวสำหรับชมแสงเหนือ (ใน pass ที่เราเลือกอาจไม่ครอบคลุมกิจกรรมทุกอย่าง)

5. Finland

ในทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์นั้นแสงเหนือจะปรากฎให้เราเห็นได้เกือบทุกคืนตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงเดือนมีนาคม ทำให้การชมแสงเหนือในฟินแลนด์กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักเดินทาง แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าอุณหภูมิที่นี่น่ะหนาวเย็นเอาเรื่องเลยทีเดียว วิธีแก้ก็คือการเลือกที่พักที่ช่วยให้เราอบอุ่นได้ตลอดคืน นั่นก็คือรีสอร์ทเรือนกระจกหรือ Glass Igloo ซึ่งสร้างมาเพื่อนักล่าแสงเหนือในฟินแลนด์โดยเฉพาะ! อะไรจะดีไปกว่าได้นอนบนเตียงอุ่นๆแล้วชมแสงเหนือไปด้วยอีกล่ะ

Where: ทุกพื้นที่เลย (ที่ห่างไกลจากแสงไฟในตัวเมืองน่ะ) ไกลออกไปทางตอนเหนือก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ หรือจะนอนชมแสงเหนือจากรีสอร์ทเรือนกระจก Glass Igloo ที่เมือง Kakslauttanen ก็เป็นออปชั่นที่เจ๋งดี

When: กันยายน-มีนาคม

How: แนะนำให้หาสถานที่อบอุ่นที่ออกแบบมาเพื่อการชมแสงเหนือโดยเฉพาะอย่าง Glass Igloo นี่แหละเวิร์คสุดละ เพราะอุณหภูมิที่หนาวเย็นระดับโหดร้ายของที่นี่อาจทำให้เราหมดสนุกได้เลย นอกจาก Glass Igloo แล้วก็มีกระท่อมน้ำแข็งหิมะ (Snow Igloos) กระท่อมไม้ หรือโรงแรมหิมะ (Snow Hotel) ที่สร้างมาจากน้ำแข็งและหิมะทั้งหมด ก็ล้วนเป็นตัวเลือกที่ดีในการนอนชมแสงเหนือจากเตียงนอนได้เลย! ในส่วนของกิจกรรมล่าแสงเหนืออื่นๆก็คือ กิจกรรมการขี่  snowmobile, นั่งกวางเรนเดียร์ลากเลื่อน, ลอยตัวบนน้ำแข็ง (ice floating), เดินบนหิมะ (snow shoeing), ขับรถ 4WD, ทัวร์ถ่ายภาพ และอื่นๆอีกมากมาย

6. Russia

พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัสเซียนั้นอยู่ติดกับอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) จึงทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดชมแสงเหนือที่ดี จุดที่ดีที่สุดก็คือ The Kola Peninsula ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัสเซีย โยเราสามารถพักที่เมือง Murmansk เป็นหลักได้

Where: หลายๆพื้นที่ทางตอนเหนือของรัสเซีย แม้ว่าพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ที่ St. Petersburg รวมถึง Murmansk, Arkhangelsk, Petrozavodsk มากกว่าก็ตาม

When: กันยายน-มีนาคม

How: แสงเหนือที่รัสเซียสามารถชมได้ในพื้นที่ที่แสงไฟน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นการตั้งแคมป์ ขับรถล่าแสงเหนือ หรือซื้อทัวร์ชมแสงเหนือจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

7. Sweden

อีก 1 ประเทศที่เป็นที่นิยมในการตามล่าแสงเหนือก็คือประเทศสวีเดนนั่นเอง ต้องขอบคุณกระแสน้ำอุ่น Gulf Stream ที่ทำให้อุณหภูมิโดยรวมของประเทศสวีเดนนั้นอบอุ่นกว่าประเทศอื่นๆอย่างเช่นแคนาดาและรัสเซียเยอะเลย การเดินทางก็สะดวกสบายด้วยเที่ยวบินตรงจากยุโรป ทำให้ใครก็ตามที่แพลนเที่ยวแบบ one-day trip จากแผนท่องเที่ยวทั่วยุโรปสามารถแวะเที่ยวที่นี่ได้สบายๆ

Where: พื้นที่ส่วนใหญ่ในสวีเดนนั้นสามารถชมแสงเหนือได้แต่ต้องหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงไฟจากตัวเมืองรบกวนหน่อย โดยสถานที่ที่ดีที่สุดก็คือพื้นที่เขตทางตอนเหนือของนอร์เวย์ไปจนถึงเมือง Jokkmokk หรือในบางพื้นที่อย่างเช่นเมือง Abisko, Tärendö, Jukkasjärvi และอุทยานแห่งชาติ Farnebofjarden (140 กิโลเมตรจากตัวเมือง Stockholm) ก็เป็นพื้นที่ที่สามารถชมแสงเหนือได้เช่นกัน

When: กันยายน-ปลายมีนาคม

How: ไมว่าจะลงทุนออกไปตั้งแคมป์เองหรือพักที่กระท่อมอุ่นสบายในป่าก็เลือกได้เลย แถมยังมีทัวร์ชมแสงเหนือที่ราคาไม่แพงให้เลือกสรรอีกด้วย โดยกิจกรรมชองทัวร์ก็จะมีตั้งแต่นั่งรถลากเลื่อนกับเจ้าหมาฮัสกี้ ไปจนถึงทัวร์ถ่ายภาพแสงเหนือ เป็นต้น

7. Greenland

กรีนแลนด์เป็นประเทศหมู่เกาะที่เงียบสงบ แทบจะปลอดจากนักท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไอซ์แลนด์ นั่นเป็นเพราะว่ากรีนแลนด์เป็นประเทศที่แทบไม่มีถนนหนทางทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินหรือเรือกลายเป็นทางเลือกที่จำเป็น แต่ข้อดีก็คือเราจะได้ครอบครองวิวก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนทะเลและแสงเหนือทั้งหมดไปโดยปริยาย!

Where: ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์เป็นสถานที่ในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้ ขณะเดียวกันทางตอนเหนือของกรีนแลนด์ก็เป็นเขตที่อยู่ในโซนแสงเหนือโดยเฉพาะ ทัวร์แสงเหนือที่เมือง Ilulissat ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ กับเมือง Nuuk เมืองหลวงของกรีนแลนด์ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

When: กลางสิงหาคม-ปลายเมษายน

How: จองที่พักที่สามารถมองเห็นวิวธารน้ำแข็งและแสงเหนือได้ไปเลย หรือไม่ก็เช่าเรือส่วนตัวก็เป็นอีกออปชั่นหนึ่งที่ดีไม่แพ้กัน ถ้าใครอยากทำกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมก็สามารถซื้อทัวร์แสงเหนือที่มีกิจกรรมขี่ snowmobile เดินบนหิมะ (snowshoe) หรือนั่งรถลากเลื่อนกับเจ้าหมาฮัสกี้ ก็ทำได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

admin