ประวัติความเป็นมาของสถานที่เที่ยวต่างๆในกรุงปารีส

จากสถานีรถไฟ Musee d’Orsay

เดิมในปี ค.ศ. 1871 พื้นที่บริเวณที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้เป็นมาเป็นที่ตั้งของอาคารที่ถูกไฟไหม้ ทาง Compagnie des Musée Chemins de Fer d’Orleans เห็นว่าที่ตรงนี้เป็นมุมสวยเพราะอยู่เยื้องพิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre และ สวน Jardin des Tuileries จึงซื้อไว้และวางแผนสร้าง สถานีรถไฟ Gare d’Orsay เพื่อรองรับผู้คนที่จะหลั่งไหลมาเที่ยวงานนิทรรศการโลก Universal Exhibition ในปี ค.ศ. 1900 จากนั้นก็ให้สถาปนิกดังๆมาประกวดแบบ ผู้ชนะก็คือ Victor Laloux ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างอาคารโดยใช้โครงสร้างเหล็กอยู่ภายในเปลือกหิน (หรือแบบ Electicism-The art of borrowing)

น่าเสียดายที่กว่าแบบก่อสร้างจะได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก็ใช้เวลานานมาก คือเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1898 หมายความว่าการก่อสร้างต้องทําแบบเร่งด่วนที่สุด ต้องระดมคนงานทํางานสองกะตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงกลางวันใช้คนงาน 300 คน กลางคืนใช้ 800 คน ใช้รถขุดถึง 15 คัน ทํางานในพื้นที่กว่า 3,650 ตารางเมตร 

ในที่สุดสถานีรถไฟแห่งนี้ก็สําเร็จตามแบบในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1900 โดยมีรูปลักษณ์แบบ colosal รองรับรถไฟได้ถึง 152 เที่ยวต่อวัน ภายในเป็นโถงใหญ่ที่ผู้ออกแบบรับประกันว่าควันไฟจากหัวจักรไอน้ำจะไม่คละคลุ้งในสถานี แถมยังเต็มไปด้วยความหรูหราสะดวกสบาย มีห้องพักรับรองกว้างขวาง เพราะต้องการให้แขกที่มาเยือนเกิดความประทับใจ นอกจากนี้ในส่วนของการ ประดับประดาก็เลือกแต่สิ่งหรูหราแต่ยังคงความรู้สึกแบบ urban ไว้ ส่วนพื้นที่รอบๆ โถงสูงที่เป็นชั้นสองถึงชั้นห้าก็สร้างให้เป็น The Hotel du Palais Orsay ที่มีห้องพักถึง 370 ห้อง แต่ละห้องสถาปนิกผู้ออกแบบก็เลือกของตกแต่ง ด้วยตัวเองซึ่งเป็นภาพเขียนหรือไม่ก็งานประติมากรรม

หลังจากเปิดใช้งานเพียง 3 ปี สภาพของสถานีแห่งนี้ก็เริ่มล้าสมัยและไม่สามารถรองรับขบวนรถไฟที่มีการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นได้ รวมถึงสภาพรางก็เสื่อมโทรมจนน่าใจหาย สุดท้ายจึงถูกปิดกลายเป็นตึกร้างนานๆ ถึงจะจัดงานสักครั้งหรือไม่ก็ใช้เป็นฉากในภาพยนตร์อย่างเรื่อง Trial ของ Wells ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 ตึกนี้ตกอยู่ในความดูแลของสํานักงานทรัพย์สิน Drouot-T2ive Gauche และใช้เป็นที่ประชุมสัมมนาเป็นครั้งคราว

ตึกนี้ถูกลืมไปเกือบ 13 ปี แล้วสถาปนิกรุ่นใหม่ก็พบว่าอาคารแห่งนี้เป็นศูนย์รวมสิ่งที่มีค่าทางสถาปัตยกรรมไว้มากมายจึงเสนอให้รัฐบาลเข้ามาอนุรักษ์ การดําเนินเรื่องใช้เวลาถึง 3 ปี จึงได้รับการอนุรักษ์อย่างจริงจังในปี ค.ศ. 1978 แล้ว มีการเสนอให้ทําเป็นพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay แต่กว่าแผนงานที่เสนอให้ซ่อมแซมตึกเป็นพิพิธภัณฑ์จะได้รับการอนุมัติก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 1983 งานทั้งหมด เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1986 นับเป็นอาคารที่มีประวัติอันแสนเจ็บปวดมาถึง 86 ปีกว่าจะมีวันที่สวยงามอย่างสถานที่อื่น

เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ คุณจะรู้สึกได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน ด้วยหลังคาโค้งครึ่งวงกลมเหมือนกับสถานีรถไฟที่เราคุ้นตา โถงสูง ที่ตกแต่งด้วยแก้วเนื้อขุ่นเพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้ และผนังที่มีลวดลายสวยงาม ทําให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดูมีมนตร์ขลัง

Palais Bourbon คู่แฝดของโบสถ์ Madeleine

ปัจจุบัน Palais Bourbon เป็นรัฐสภาของรัฐบาล Bourbon ฝรั่งเศส หากคุณเดินในพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay ยังไม่เมื่อย อยากให้เดินเลียบแม่น้ำ Seine มาทาง Invalides เพียงนิดเดียว จะเจอตึกที่ดูเหมือนโบสถ์ ของโบสถ์ Madeleine มาก คือมีเสาโรมันอยู่ทางด้านหน้า นั่น Madeleine ก็คือ Palais Bourbon Palais Bourbon สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1722-1728 โดยดัชเชสของราชวงศ์ Bourbon ซึ่งเป็นธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ตอนที่สร้างยังไม่มีเสาโรมัน แต่ในยุคของนโปเลียนที่ 1 ได้มีการปรับแต่งโบสถ์ Madeleine และสร้างด้านหน้าของตึกนี้ด้วยเสา โรมันแบบเดียวกับโบสถ์ Madeleine ที่อยู่สุดถนน Rue Royale ที่นโปเลียน สร้าง Palais Bourbon ให้เหมือนโบสถ์ Madeleine เพราะต้องการให้สถานที่สองแห่งซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำมีลักษณะเหมือนกัน หากลองลากเส้นจาก Palais Bourbon ข้ามแม่น้ำ Seine จะเจอ Place de la Concorde และ ถ้าลากต่อก็จะไปที่โบสถ์ Madeleine พอดี

พอหมดยุคของนโปเลียน Palais Bourbon จึงได้รับการสถาปนาให้ เป็นรัฐสภาของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1827 จนกระทั่งปัจจุบัน

จุดเริ่มของศิลปะแบบ impressionism

เริ่มขึ้นในสตูดิโอของ Charles ศิลปะแUU :Gleyre ในปี ค.ศ. 1862 ที่ Monet ได้สมัครเป็นนักเรียนศิลปะที่นั่น ในปีนั้น Renoir, Sisley และ Bazle ก็ impressionism  สมัครเรียนที่สตูดิโอแห่งนี้ด้วย ต่อมาชีวิตของแต่ละคนได้ผกผันไปต่างๆนานา แม้งานของพวกเขาจะเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ไม่ถือว่าประสบความสําเร็จ เพราะงานของศิลปินในยุคนั้นยังต้องขึ้นกับ Salon ซึ่งเป็นผู้ มีสิทธิ์ขาดในการคัดรูปของศิลปินเพื่อนํามาขายด้วย ความคับแค้นใจที่โดนปฏิเสธงานครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่า ศิลปินซึ่งได้แก่ Monet, Renoir, Cezanne, Sisley, Pissarro และ Manet จึงรวมตัวกันในปี ค.ศ. 1874 เพื่อจัดงานแสดงศิลปะขึ้น Monet นําผลงาน 12 ชิ้น เข้าแสดง และชิ้นที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดคือ Impression, Sunrise ซึ่งนักวิจารณ์ Louis Leroy ได้เขียนบทความ “The Impressionist’s Exhibition” โดยนําชื่อผลงานชิ้นนี้มาตั้งเป็นชื่องานแสดงศิลปะใน ครั้งนั้น

แม้ผู้ที่มาชมผลงานจะไม่ปลาบปลื้มกับงานของศิลปินที่แหวกแนวด้วย เทคนิคการเขียนภาพแบบใหม่ (เพราะผู้คนในยุคนั้นยังยึดติดกับภาพวาดที่แสดงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และภาพวาด Portrait อยู่มาก) แต่ยังมีผู้คนบางส่วนชื่นชมกับการถ่ายทอดความรู้สึกจากบรรยากาศของช่วงเวลาหนึ่งๆออกมาเป็นภาพวาดได้

ผลจากการแสดงศิลปะพร้อมกับชื่อใหม่ที่ศิลปินกลุ่มนี้ได้รับคือ impressionist ทําให้ชื่อเสียงของงานจากศิลปินกลุ่มนี้กระจายสู่การยอมรับในวงกว้างมากขึ้น จนมีการจัดแสดงงานศิลปะขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1876 และครั้งที่ 3 ในปี ถัดมา ผลงานของศิลปินจึงเป็นที่ยอมรับและขายได้ในราคาดีขึ้น ในช่วงนั้น งานชิ้นเอกของ Monet ขายได้ประมาณ 1 หมื่นฟรังก์ (เทียบได้กับสมัยรัชกาล ที่ 5 ซึ่งเงินหมื่นบาทนับว่าเยอะมากแล้ว) และถ้าถามถึงราคาในปัจจุบันนี้อย่าง ภาพ Yachtsmen in Argenteuil น่าจะมากกว่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่หากเป็นภาพชิ้นเอกอย่างภาพชุด Water-Lilies ราคาประมาณ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ จนเราคํานวณไม่ถูกแน่ ส่วนภาพที่แสดงในพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay แต่ละภาพนั้นคงมีราคามหาศาลจนเราคำนวณไม่ถูกแน่

สนับสนุนโดย Ufabet

admin